เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ดร. ปรีดี พนมกร ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ดิจิทัลจากสถาบันวิจัยการเงินแห่งชาติ ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจในการประชุมสุดยอดด้านนวัตกรรมทางการเงินประจำปี 2569 ที่จัดขึ้น ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ท่านอธิบายว่า หลายประเทศกำลังเร่งพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลธนาคารกลาง หรือ CBDC ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การนำเงินกระดาษมาเปลี่ยนเป็นรูปแบบดิจิทัล แต่เป็นกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกศักยภาพทางเศรษฐกิจในมิติที่ไม่เคยมีมาก่อน
งานวิจัยล่าสุดที่คณะของ ดร. ปรีดี นำเสนอ ชี้ให้เห็นถึงความได้เปรียบที่สำคัญของ CBDC เหนือกว่าระบบการเงินแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะในเรื่องของความเร็วและความปลอดภัยในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ ยกตัวอย่างเช่น การโอนเงินข้ามพรมแดนที่ปกติใช้เวลาหลายวัน อาจลดลงเหลือเพียงไม่กี่นาที ด้วยต้นทุนที่ถูกลงอย่างมหาศาล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนการค้าระหว่างประเทศและลดอุปสรรคให้กับธุรกิจขนาดย่อม
สำหรับประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ มีรายงานข่าวว่าโครงการเงินบาทดิจิทัลกำลังเร่งดำเนินการทดสอบในวงจำกัด โดยเน้นไปที่การใช้งานในระดับค้าส่ง เพื่อศึกษาผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินและประสิทธิภาพของระบบการชำระเงิน การเดินหน้าของโครงการนี้แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวของไทยในการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ทางการเงินโลก
หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า ความสำเร็จของ CBDC จะหมายถึงจุดจบของคริปโตเคอร์เรนซีทั่วไปหรือไม่? ดร. ปรีดี ชี้แจงว่า CBDC เกิดขึ้นจากความต้องการของรัฐบาลและธนาคารกลางในการควบคุมและรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน ซึ่งแตกต่างจากคริปโตฯ ที่เน้นการกระจายอำนาจ ดังนั้น ทั้งสองจึงน่าจะอยู่ร่วมกัน แต่มีบทบาทที่แตกต่างกัน โดย CBDC จะเป็นเหมือน “แกนกลาง” ของระบบการเงินดิจิทัลที่น่าเชื่อถือและได้รับการรองรับจากรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม การนำ CBDC มาใช้งานจริงยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งในด้านกฎหมาย นโยบายความเป็นส่วนตัวของข้อมูล และความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน การเปิดใช้งานอย่างเต็มรูปแบบจึงต้องมีการเตรียมพร้อมอย่างรอบคอบ เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่เกิดผลกระทบเชิงลบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง
นักวิเคราะห์มองว่า หากการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุค CBDC เป็นไปอย่างราบรื่น เราอาจได้เห็นรูปแบบการทำธุรกรรมทางการเงินที่ไม่ต้องพึ่งพาระบบธนาคารพาณิชย์แบบในปัจจุบันอีกต่อไป ซึ่งจะนำมาซึ่งนิยามใหม่ของคำว่า “เงิน” และ “การเงิน” ที่จะพลิกโฉมอุตสาหกรรมนี้ไปตลอดกาล เตรียมตัวให้พร้อมรับมือกับคลื่นลูกใหม่ของการเงินโลกที่กำลังจะมาถึงนี้
